บทที่ 18 ท่านพ่อกลับมาแล้ว
ข่าวว่านายท่านกลับถึงเมืองหลวง
มาถึงจวนในช่วงสาย
เจียงหว่านอี๋กำลังนั่งกินขนมอยู่ริมหน้าต่าง
เมื่อได้ยินชิงเถาวิ่งเข้ามารายงาน มือที่ถือขนมอยู่ก็หยุดทันที
“ท่านพ่อกลับมาแล้วหรือ”
“เจ้าค่ะ เพิ่งเข้าประตูจวนเมื่อครู่นี้เอง”
ขนมในมือถูกวางลงอย่างรวดเร็ว
เมื่อครู่เด็กหญิงยังนั่งอย่างเกียจคร้านอยู่บนตั่ง
พริบตาเดียวกลับกระโดดลงมาเสียแล้ว
“เหตุใดเพิ่งมาบอกข้า!”
ชิงเถายังไม่ทันตอบ ร่างเล็กก็วิ่งออกจากห้องไปก่อน
“คุณหนู ช้าหน่อยเจ้าค่ะ!”
เสียงสาวใช้ดังไล่หลัง
เจียงหว่านอี๋ไม่ได้สนใจ
จุกผมสองข้างสั่นตามฝีเท้า ผ้าผูกผมสีอ่อนปลิวอยู่ด้านหลัง กระโปรงที่ปกติถูกดูแลไม่ให้ยับแม้แต่น้อย
วันนี้กลับถูกเจ้าตัวยกขึ้นเพื่อให้วิ่งได้สะดวก
บ่าวไพร่ที่พบระหว่างทางต่างหลบให้อย่างรวดเร็ว
ไม่มีผู้ใดกล้าขวางคุณหนูใหญ่
เจียงหว่านอี๋ไม่ได้พบหน้าบิดามาหลายเดือนแล้ว
ชาติที่แล้วท่านพ่อก็มักเป็นเช่นนี้
ออกจากเมืองหลวงครั้งหนึ่ง บางคราวหนึ่งเดือน
บางคราวหลายเดือน กลับมาได้เพียงไม่กี่วันก็ต้องออกเดินทางอีก เมื่อยังเด็กนางเคยไม่พอใจ
แต่หลังจากผ่านความตายมาครั้งหนึ่ง ความไม่พอใจเหล่านั้นกลับดูเล็กน้อยเสียจนแทบจำไม่ได้
นางจำได้เพียงว่า
ชาติที่แล้วนางไม่ได้พบหน้าท่านพ่อ
ในช่วงสุดท้ายของชีวิต
ความคิดนั้นทำให้ฝีเท้าเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เมื่อมาถึงเรือนหน้า เด็กหญิงก็เห็นบุรุษร่างสูงในชุดขุนนางกำลังเดินขึ้นบันได
“ท่านพ่อ!”
เสียงใสเรียกดังลั่น
เจียงเหวินโจวยังไม่ทันหันกลับ
ร่างเล็กก็พุ่งเข้ามาเสียแล้ว
เขารับบุตรสาวไว้ตามสัญชาตญาณ
ก่อนถอยหลังไปครึ่งก้าว
“หว่านหว่าน?”
เจียงหว่านอี๋กอดเอวบิดาแน่น
กลิ่นฝุ่นจากการเดินทางปะปนอยู่กับกลิ่นหมึกจาง ๆ
เป็นกลิ่นที่คุ้นเคย
เป็นคนที่ยังมีชีวิตอยู่ตรงหน้านางจริง ๆ
ขอบตาของเด็กหญิงร้อนผ่าว
เจียงเหวินโจวตกใจอยู่บ้าง
บุตรสาวของเขาย่อมรักเขา แต่ปกติพบหน้ากันเมื่อใด
อย่างมากก็เดินเข้ามาออดอ้อนขอของฝาก
ไม่เคยวิ่งมากอดเสียจนเกือบชนเขาล้มเช่นนี้
“เป็นอะไรไป”
“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ”
เสียงอู้อี้ดังออกมาจากอกเขา
“ไม่มีอะไรแล้วเหตุใดจึงกอดพ่อแน่นเช่นนี้”
เจียงหว่านอี๋นิ่งไป ก่อนตอบอย่างมั่นใจ
“ข้าอยากกอด”
เหตุผลสั้นมาก
เจียงเหวินโจวกลับพยักหน้า
“เช่นนั้นก็กอดเถิด”
ชิงเถาที่เพิ่งวิ่งตามมาถึงได้ยินพอดี
ทันใดนั้นก็เข้าใจขึ้นมาราง ๆ ว่าเหตุใดคุณหนูของตนจึงไม่ค่อยรู้สึกว่าจำเป็นต้องอธิบายอะไรแก่ผู้ใด
ผ่านไปครู่หนึ่ง เจียงหว่านอี๋จึงยอมปล่อยมือ
เด็กหญิงเงยหน้ามองบิดาตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
เมื่อเห็นว่าเขายังอยู่ครบถ้วนดี สีหน้าจึงผ่อนคลายลง
เจียงเหวินโจวกลับเป็นฝ่ายขมวดคิ้ว
“ผอมลงหรือไม่”
“ไม่ผอมเจ้าค่ะ”
“ดูเหมือนผอม”
“ท่านพ่อเพิ่งกลับมา จะรู้ได้อย่างไร”
“พ่อเลี้ยงเจ้ามาสิบเอ็ดปี เหตุใดจะดูไม่ออก”
กล่าวจบเขาก็หันไปสั่งคนข้างกายทันที
“ให้ห้องครัวทำของที่คุณหนูชอบเพิ่มมื้อเย็น”
เจียงหว่านอี๋พอใจ
มุมปากยกขึ้นจนลักยิ้มสองข้างปรากฏชัด
“เอาเป็ดย่างด้วย”
“ได้”
“ขนมดอกกุ้ยด้วย”
“ได้”
“แล้วก็..”
เจียงเหวินโจวยกมือขึ้นแตะหน้าผากบุตรสาวเบา ๆ
“พอแล้ว มากกว่านี้เจ้ากินไม่หมด”
เจียงหว่านอี๋พยักหน้าเชื่อฟัง นางเดินตามบิดาเข้าไปในห้องหนังสือ
นางคิดว่าท่านพ่อเพิ่งกลับมาคงได้พักสักครู่
ทว่าทันทีที่ประตูเปิด สิ่งแรกที่เห็นกลับเป็นฎีกา
และเอกสารกองอยู่บนโต๊ะหลายตั้ง
เจียงหว่านอี๋จ้องเขม็งก่อนโวยวายเสียงดัง
“ท่านเพิ่งกลับมาเองนะ!”
“อืม”
“ยังต้องทำงานอีกหรือ”
“ต้องอ่านให้เสร็จก่อนพรุ่งนี้”
เด็กหญิงขมวดคิ้วทันที
ความไม่พอใจปรากฏบนใบหน้าอย่างชัดเจน
เจียงเหวินโจวเห็นแล้วก็หัวเราะ
“ผู้ใดทำให้คุณหนูใหญ่ของเราขุ่นเคืองอีก”
“ข้าไม่ชอบ”
“ไม่ชอบอะไร”
นิ้วเล็กชี้ไปยังกองเอกสารบนโต๊ะ
“ข้าไม่ชอบพวกมัน”
เจียงเหวินโจวมองตามนิ้วบุตรสาว
จากนั้นพยักหน้าอย่างจริงจัง
“พ่อก็ไม่ชอบ”
เจียงหว่านอี๋หันกลับมามองบิดา
สองพ่อลูกสบตากันอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนลักยิ้มสองข้างจะค่อย ๆ ปรากฏบนแก้มของเด็กหญิงอีกครั้ง
“เช่นนั้นทิ้งเสีย”
“ไม่ได้”
“เพราะเหตุใด”
“เพราะถ้าทิ้ง พรุ่งนี้ฝ่าบาทจะไม่ชอบพ่อ”
เจียงหว่านอี๋เงียบไป
คราวนี้แม้แต่คุณหนูใหญ่ก็รู้ว่า ‘ข้าไม่ชอบ’
ของฮ่องเต้ดูเหมือนจะใหญ่กว่า ‘ข้าไม่ชอบ’ ของนางอยู่เล็กน้อย
นางจึงยอมถอยหนึ่งก้าวอย่างใจกว้าง
“เช่นนั้นข้าจะยอมให้ท่านอ่าน”
เจียงเหวินโจวหัวเราะออกมา
เขายกมือขยี้จุกผมข้างหนึ่งของบุตรสาวจนเอียง
เจียงหว่านอี๋รีบยกมือจับทันที
“ท่านพ่อ!”
“ไปเล่นเถิด พ่อทำงานเสร็จแล้วจะไปกินข้าวกับเจ้า”
เด็กหญิงทำหน้าบึ้ง แต่สุดท้ายก็ยอมเดินออกไป
ก่อนพ้นประตู นางยังหันกลับมาชี้นิ้วกำชับ
“ห้ามลืมเป็ดย่างของข้านะเจ้าคะ”
“ไม่ลืม”
เมื่อประตูปิดลง เจียงเหวินโจวยังมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า
แต่ไม่นานนัก สายตาก็เหลือบไปเห็นพ่อบ้านที่ยืนรออยู่ด้านข้าง
รอยยิ้มนั้นจึงค่อย ๆ จางลง
“ช่วงที่ข้าไม่อยู่”
เขาหยิบเอกสารฉบับแรกขึ้นมา
“ในจวนมีเรื่องอะไรบ้าง”
พ่อบ้านลังเลเล็กน้อย มีอยู่เรื่องหนึ่ง
และหากนายท่านรู้ว่าเรือนที่เด็กหนุ่มผู้นั้น
เคยอาศัยมีสภาพเช่นไร
เกรงว่าคืนนี้คงไม่ได้มีเพียงฎีกาบนโต๊ะที่ทำให้นายท่านไม่พอใจ
